Login

 
Welcome, Anonymous
Nickname
Password
Security Code: Security Code
Type Security Code

(Register)
Membership:
Latest: kuy
New Today: 0
New Yesterday: 3
Overall: 47519

People Online:
Visitors: 241
Members: 5
Total: 246
 

Main Menu

 
 สมาชิกใหม่ เริ่มต้นที่นี่
 Member Zone
 Join TFS
 Forgot Password?
 ข้อตกลงการใช้งาน
 วิธีการสมัครสมาชิก
 การใช้งาน Signature
 แนะนำตัวสมาชิกใหม่
 เรียนอะไร-จบที่ไหน
 กองทุน ไทย ไฟลท์
 Tutorials
 เทคนิคการตั้งกระทู้ใหม่
 รวมบทความ MSFS
 MSFS - ติดตั้งเครื่องบิน
 MSFS- ติดตั้งสนามบิน
 MSFS - วีดีโอติวเตอร์
 บินออนไลน์ IVAO
 บินออนไลน์ผ่าน IP
 การใช้งาน TeamSpeak
 ฝากรูปที่ PhotoBucket
 TFS Features
 ระบบรายงานผลการบิน
 MSFS Articles
 Falcon 4 Articles
 TFS Activities
 TFS's YouTube
 Forum - Genereal
 รวมคำถาม - คำตอบ
 TFS Pilot Lounge
 Photo Gallery
 TFS Screenshots
 Video Gallery
 Technical Consultant
 MS Flight Sim
 คุยกันเรื่อง FS2004
 สนามบินและภูมิทัศน์
 เครื่องบิน FS9
 เฮลิคอปเตอร์ FS9
 คุยกันเรื่อง FSX
 สนามบินและภูมิทัศน์ FSX
 เครื่องบิน FSX
 เฮลิคอปเตอร์ FSX
 บินออนไลน์ MSFS
 Combat FS
 คุยกันเรื่อง IL-2
 บินออนไลน์ IL-2
 รายงานผลการบิน IL-2
 คุยกันเรื่อง Falcon 4
 บินออนไลน์ Falcon 4
 คุยกันเรื่อง Lo-Mac
 

ลิงค์เว็บไซท์อื่นๆ

 







และยังมีเว็บไซท์ที่น่าสนใจอีกมากมาย ติดตามพร้อมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่
 

แบนเนอร์ TFS

 
คลิกที่นี่ เพื่อไปหน้ารายงานผลการบิน TFS:PIREPS

คลิกที่นี่ เพื่อดาวน์โหลดคู่มือออนไลน์ IVAO

คลิกที่นี่ เพื่อดาวน์โหลดคู่มือนักบิน ฝูงบิน 1st Thai VFW
 


Thai Flight Simulator :: View topic - ประวัติกิจการบินของไทย ประวัติสนามบินดอนเมือง
 Forum FAQForum FAQ   SearchSearch   UsergroupsUsergroups   ProfileProfile   Log in to check your private messagesLog in to check your private messages   Log inLog in 

Share |
ประวัติกิจการบินของไทย ประวัติสนามบินดอนเมือง

 
Post new topic   Reply to topic    Thai Flight Simulator Forum Index -> TFS Lounge
View previous topic :: View next topic  
Author Message
pom_xman
TFS Staff
TFS Staff


Joined: Nov 05, 2004
Posts: 2036
Location: อยุธยา บางรัก

PostPosted: Thu Aug 17, 2006 10:46 pm    Post subject: ประวัติกิจการบินของไทย ประวัติสนามบินดอนเมือง Reply with quote

พระบิดาแห่งกองทัพอากาศ

จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าฯ จักรพงศ์ภูวนาถ กรมหลวงพิศณุโลกประชานารถ

" กำลังในอากาศ เป็นโล่อันแท้จริงอย่างเดียว ที่จะป้องกันมิให้สงคราม
มาถึงท่ามกลางประเทศของเราได้ ทั้งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการคมนาคมปกติ "

กิจการบินของไทย เริ่มต้นในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จ พระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ระหว่างวันที่ ๓๑ มกราคม - ๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๕๓ (1911) นายชาร์ล แวน เดน บอร์น (CHARLES VAN DEN BORN) นักบินลูกครึ่งเบลเยียม-ฝรั่งเศส ได้นำเครื่องบินแบบ อังรี ฟาร์มัง ๔ (HENRY FARMAN IV) ชื่อแวนด้า ปีก ๒ ชั้น


มาแสดงการบินเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่สนามม้าสระปทุม หลังจากนั้นไม่นาน จอมพล พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช เสนาบดีกระทรวงกลาโหมได้ทรงปรึกษากับ จอมพล สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิศณุโลกประชานารถ เสนาธิการทหารบก ถึงความจำเป็นที่ประเทศไทยจำเป็นต้องมีเครื่องบินไว้ใช้ป้องกันประเทศเหมือนอารยประเทศ ที่เขากำลังเร่งดำเนินการกันอยู่ ด้วยเหตุนี้ กระทรวงกลาโหมจึงได้ดำริจะจัดตั้ง "แผนกการบิน" ขึ้นเป็นแผนกหนึ่งของกองทัพบก ตั้งแต่นั้นมา และได้ทำการคัดเลือกผู้ที่สมัครไปศึกษาวิชาการบิน ณ ประเทศฝรั่งเศส โดยมีนายทหารบก ๓ คนที่ได้รับคัดเลือก คือ

นายพันตรี หลวงศักดิ์ศัลยาวุธ (สุนี สุวรรณประทีป)

นายร้อยเอก หลวงอาวุธสิขิกร (หลง สินศุข)

นายร้อยโท ทิพย์ เกตุทัต

นายพันตรี หลวงศักดิ์ศัลยาวุธ นายร้อยเอก หลวงอาวุธลิขิกร นายร้อยโท ทิพย์ เกตุทัต เข้ารับการศึกษาหลักสูตรการบินในโรงเรียนการบิน ที่ประเทศฝรั่งเศส โดยนายพันตรี หลวงศักดิ์ ศัลยาวุธ ฝึกบินกับ เครื่องบินแบบเบรเกต์ ปีกสองชั้น ที่สนามบินวิล์ลาคูเบลย์ เมื่อ ๒ กรกฎาคม ๒๔๕๕ นายร้อยเอก หลางอาวุธลิขิกร และนายร้อยโท ทิพย์ เกตุทัต ฝึกบินกับเครื่องบินแบบนิเออปอร์ตปีกชั้นเดียว หลังจากจบหลักสูตรการบินแล้ว เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๖ จึงกลับมาปฏิบัติหน้าที่นักบิน สังกัดแผนกการบินทหารบก โดยอยู่ในบังคับบัญชาของจเรทหารช่าง มีสนามบินอยู่ที่บริเวณสนามราชกรีฑาสโมสรปัจจุบัน

ระหว่างที่นายทหารทั้ง ๓ คน กำลังศึกษาวิชาการบิน ณ ประเทศฝั่งเศสนั้น กระทรวงกลาโหมได้สั่งซื้อเครื่องบินจากประเทศฝั่งเศสครั้งแรก รวม ๒ ชุด คือใน พ.ศ. ๒๔๕๕ - ๒๔๕๖ ได้สั่งซื้อเครื่องบินแบบเบรเกต์ ปีก ๒ ชั้น จำนวน ๓ เครื่อง, เครื่องบินแบบนิเออปอร์ต ชนิดปีกชั้นเดียว จำนวน ๔ เครื่อง เข้าไว้ประจำการ และเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (ชุ่ม อภัยวงศ์) ได้เห็นความสำคัญของการมีเครื่องบินไว้ใช้ประโยชน์ของทางราชการ จึงได้อุทิศทรัพย์ส่วนตัวซื้อเครื่องบินแบบเบรเกต์ให้อีก ๑ เครื่อง จึงทำให้ทางราชการมีเครื่องบินไว้ใช้เป็นครั้งแรกรวม ๘ เครื่อง เครื่องบินทั้งสองแบบนี้นายทหารทั้ง ๓ คน ได้เป็นผู้ทดลองบิน ณ ประเทศฝรั่งเศส แล้วจึงส่งมายังประเทศไทย นับว่านายทหาร ๓ คน เป็นนักบินชุดแรกของไทย
-เครื่องบินเบรเกต์ปีก ๒ ชั้น จำนวน ๔ เครื่อง
-เครื่องบินนิเออปอรต์ปีกชั้นเดียว จำนวน ๔ เครื่อง

เครื่องบินเบรเกติ์แบบที่สั่งซื้อมาใช้ราชการครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๕๖

เครื่องบินแบบนิเออปอรต์ ที่ซื้อมารุ่นแรก

เมื่อ ๘ มีนาคม ๒๔๕๗ นายพันโท พระเฉลิมอากาศ ได้ขับเครื่องบินแบบนิเออปอรต์ ปีกชั้นเดียว มาร่อนลงสนามบินดอนเมือง นับเป็นปฐมฤกษ์ในวันนั้น


อันอาจกล่าวได้ว่า กำลังทางอากาศของไทย เริ่มต้นจากนักบินเพียง ๓ คน และเครื่องบินอีก ๘ เครื่องเท่านั้น การบินของไทยในระยะแรก ได้ใช้สนามม้าสระปทุม หรือราชกรีฑาสโมสรในปัจจุบัน เป็นสนามบิน แต่ด้วยความไม่สะดวกหลายประการ บุพการีทั้ง ๓ ท่าน จึงได้พิจารณาหาพื้นที่ ที่มีความเหมาะสมต่อการบิน และได้เลือกเอาตำบลดอนเมือง เป็นที่ตั้งสนามบิน พร้อมทั้งได้ก่อสร้างอาคาร สถานที่โรงเก็บเครื่องบินอย่างถาวรขึ้น เมื่อการโยกย้ายกำลังพล อุปกรณ์ และเครื่องบิน ไปไว้ยังที่ตั้งใหม่เรียบร้อยแล้ว ในวันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๗ กระทรวงกลาโหม จึงได้สั่งยกแผนกการบินขึ้นเป็น "กองบินทหารบก" ซึ่งถือได้ว่า กิจการการบินของไทย ได้วางรากฐานอย่างมั่นคงขึ้นแล้ว ตั้งแต่บัดนั้นมา กองทัพอากาศจึงถือเอา วันที่ ๒๗ มีนาคม ของทุกปีเป็น "วันที่ระลึกกองทัพอากาศ"

นับแต่นั้นมา บทบาทของกำลังทางอากาศ ก็ได้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญ และมีการพัฒนาอย่างเป็นลำดับ นับตั้งแต่การเข้าร่วมรบ ในสงครามโลกครั้งที่ ๑ กับพันธมิตรในยุโรป เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๐ ซึ่งทำให้ชื่อเสียงและเกียรติภูมิ ของชาติ เป็นที่ยอมรับ และยกย่อง เป็นอันมาก และทางราชการได้ยกฐานะ กองบินทหารบกขึ้นเป็น "กรมอากาศยานทหารบก" ในเวลาต่อมา กำลังทางอากาศ ได้พัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง และเป็นกำลังสำคัญ ในการพัฒนาประเทศชาติทางด้านต่างๆ อันเป็นรากฐาน ของกิจการหลายอย่างในปัจจุบัน อาทิ การบินส่งไปรษณีย์ทางอากาศ การส่งแพทย์ และเวชภัณฑ์ทางอากาศ เป็นต้น

ในปี พ.ศ. ๒๔๖๔ กระทรวงกลาโหม ได้พิจารณาเห็นว่า กำลังทางอากาศ มิได้เป็นกำลังเฉพาะในด้านยุทธศาสตร์ทางทหารเท่านั้น แต่มีประโยชน์ อย่างกว้างขวางต่อกิจการด้านอื่นๆ อีกด้วย จึงได้แก้ไขการเรียกชื่อจาก กรมอากาศยานทหารเป็น "กรมอากาศยาน" และเป็น "กรมทหารอากาศ" ในเวลาต่อมา โดยให้อยู่ในบังคับบัญชาของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โดยตรง พร้อมทั้งได้มีการกำหนดยศทหาร และการเปลี่ยนแปลงเครื่องแบบ จากสีเขียว มาเป็นสีเทา ดังเช่นปัจจุบัน วันที่ ๙ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๐ กรมทหารอากาศได้ยกฐานะเป็น "กองทัพอากาศ" มีนาวาอากาศเอก พระเวชยันต์รังสฤษฎ์ เป็นผู้บัญชาการทหารอากาศคนแรก กองทัพอากาศ จึงได้ถือเอา วันที่ 9 เมษายน ของทุกปีเป็น "วันกองทัพอากาศ"


สนามม้าสระปทุม ใช้เป็นสนามบินในอดีต

ข้อมูลอ้างอิงจาก
http://www.dmbcrtaf.thaigov.net/aircraft/aircraft.html
มีข้อมูลของเครื่องบินและประวัติศาสตร์ ของกิจการการบินของเมืองไทยครับ มีสิ่งดีๆๆที่เราควรจะศึกษาไว้และช่วยกันรักษา เพื่อลูกหลานชาวไทยสืบต่อไป
_________________


Last edited by pom_xman on Fri Aug 18, 2006 10:27 am; edited 1 time in total
Back to top
View user's profile Send private message Send e-mail Yahoo Messenger MSN Messenger
pom_xman
TFS Staff
TFS Staff


Joined: Nov 05, 2004
Posts: 2036
Location: อยุธยา บางรัก

PostPosted: Fri Aug 18, 2006 10:25 am    Post subject: Reply with quote

สนามบินดอนเมือง
เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2456 ได้มีการทดลองบินเป็นครั้งแรกที่สนามม้าสระปทุม เมื่อการบินของไทยเริ่มเจริญขึ้น สนามม้าสระปทุมเริ่มไม่สะดวก อีกทั้งยังคับแคบและเป็นที่ลุ่ม นายพันโท พระเฉลิมอากาศจึงเสาะหาเห็นที่ตำบลดอนเมืองเป็นที่ดอน หน้าน้ำน้ำไม่ท่วมเหมือนที่อื่น เป็นตำบลที่ใช้ทำการบินได้ตลอดปี ทั้งไม่ห่างไกลจากกรุงเทพมาก เดิมพื้นที่นี้เรียกว่าดอนอีเหยี่ยว เพราะมีฝุงเหยี่ยวบินจับกลุ่มมารวมกันเป็นจำนวนมาก พื้นที่นี้ห่างจาก สนามบินสระปทุมไปทางเหนือ ใช้เวลาบินประมาร 13 นาที (ด้วยเครื่องบินเบรเกตสมัยนั่น) บริเวณนี้เป็นที่นามีหลายเจ้าของเช่น หมื่นหาญใจอาจ ท่านผู้นี้ได้ยกที่ดินส่วนนึงสร้างเป็นวัด ซึ่งปัจจุบันคือวัดดอนเมือง นอกจากนี้ยังมีที่นาของพระยาอร่ามณเทียรและราฎร อีกหลายเจ้าของ นายันโท พระเฉลิมอากาศได้รายงานตามลำดับขั้นเพื่อจัดสร้างสนามบินถาวรบึ้นบริเวณนี้ กระทรวงกลาโหมจึงได้จัดซื้อบ้าง เวนคืนบ้าง และมีผุ้บริจาคให้เป็นประโยชน์ต่อทางราชการ กรมเกียกกายทหารบกได้ดำเนินปรับพื้นที่ให้เป็นสนามหญ้าที่เครื่องบินสามารถวิ่งขึ้นลงได้ พร้อมทั้งสร้างโรงเก้บเครื่อบินและอาคารสถานที่ตามความจำเป็น หลังจากได้จัดสร้างสถานที่เรือนโรงต่างๆและทำสนามบินขึ้นที่ตำบลดอนเมือง เมื่อราวต้นปี พศ 2457 จนถึงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2457 สถานที่ต่างๆก็แล้วเสร็จ ครั้งถึงวันที่ 8 มีนาคม 2457 นายพันโทพระลิมอากาศพร้อมด้วยนายทหารผู้สำเร็จการบินจากประเทศฝรั่งเศษก็ขับเครื่องบินมาร่อนลงสนามรวม 3 เครื่อง ครั้งนั้น สนามบินดอนเมืองแห่งนี้มีความสะดวกที่ดีที่สุดของเอเชีย และสามารถเข้าถึงได้โดยทางรถไฟ สนามบินดอนเมืองเริ่มก่อตั้งเป็นท่าอากาศยานสำหรับการบินพลเรือนครั้งแรกประมาณปี 2467 พื้นที่สนามบินดอนเมืองในยุคแรก(จากการสำรวจเมื่อวันที่ 1มีนาคม 2457) มี 1770 ไร่ พื้นดินเป็นสนามหญ้า มีผิวดินชนิด ดินปนทรายแดง เครื่องบินขนาดใหญ่ไม่สามารถใช้ขึ้นลงได้ในฤดูฝน รัฐบาลอนุมัติให้กระทรวงเศรษฐการและกระทรวงมหาดไทย ร่วมกันดำนเนินการสร้างทางขึ้นลงเป้นคอนกรีตและลาดยางแอสฟลท์ พร้อมทั้งสร้างถนนเชื่อมสนามบินดอนเมืองกับพระนคร(ถนนพหลโยธิน) ทางวิ่งดังกล่าวสร้างเสร็จวันที่ 8 มกราคม 2478 และได้รับการปรับปรุงจนเป็นท่าอากาศยานที่ทันสมัยสำหรับระยะเวลาหนึ่งและก้าวสู่การเป็นท่าอากาศยานนานาชาติ กรุงเทพ ภายใต้การบริหารของการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 1 กรกฏาคม 2522




ภาพและผังสนามบินในช่วง10 ปีแรก

พื้นที่ของสนามบินดอนเมืองที่ใช้ในกิจการท่าอากาศยาน กรุงเทพมีประมาณ 3500 ไร่ และอยู่ห่างจากกรุงเทพ 25 กิโลเมตร พื้นที่ตั้งของท่าอากาศยานเดิมเป็นของกองทัพอากาศไทยสถานที่ตั้งอยู่ระหว่างถนนวิภาวดีรังสิตทางทิศตะวันตกของสนามบินและถนน พหลโยธิน ทางตะวันออกของสนามบินที่ปลายสุดทางวิ่งทางทิศเหนือและใต้มีถนนเชื่อมถนนหลวงทั้งสอง ถนนทางทิศเหนือห่างจากปลายสุดทางวิ่งประมาณ 450 เมตร และทิสใต้ห่างประมาณ 1000เมตร เดิมทางวิ่งสำหรับเครื่องบินขึ้นลงมี2เส้นขนานกันห่างกันประมาณ 695 เมตรโดยมีสนามกลอฟ์อยู่ระหว่างกลาง ต่อมาในราวทศวรรษ 70 ได้มีการสร้างทางวิ่งใหม่ ซึ่งใช้อยู่ทุกวันนี้ และเปลี่ยนทางวิ่งเส้นเดิมทางทิศตะวันตกเป็นทางขับในปัจจุบัน ทางวิ่งหลัก ( 21R-03L ) เดิมมีความยาว 3210 เมตร กว้าง 60เมตร สามารถรับเครื่อง DC8 และ 707 เมื่อ 40 ปีก่อนได้อย่างสบาย แต่เมื่อโบอิ้ง 747 เข้ามาจึงต้องปรับปรุงทางวิ่งพร้อมกับขยายความยาว เพราะตามมตรฐานความปลอดภัย ทางวิ่งสำหรับเครื่องบินขนาดใหญ่ จะต้องยาว ถึง 4000 เมตร ยิ่งกว่านั้น ระยะห่างระหว่างขอบทางวิ่งกับตัวอาคาร ก็ไม่ถุกต้องตามกฎของ ICAO สำหรับการต่อเติมความยาวของทางวิ่ง ได้เพิ่มอีก 540 เมตร รวมเป็น 3750 เมตร เพื่อให้เหมาะกับเครื่องบินขนาดใหญ่ การดำเนินงานปรับปรุง เริ่มก่อสร้างตั้งแต่เดือน ตุลาคม พ.ศ 2518 ระหว่างที่ปิดทางวิ่งเส้นตะวันตก( 21R-03L) ท่าอากาศยานดอนเมืองได้ใช้ทางวิ่งเส้นตะวันออก (21L-03R) แทน ผลทำให้เครื่องบินโดยสารต่างๆเสียเวลาและสิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้น พื้นที่สำหรับลาอจอดท่าอากาศยานกรุงเทพ มีจำกัดมากยากที่จะขยายให้รับกับปริมารการจราจรในอนาคตได้ การจัดระบบการจอดใหม่ทำให้จอดได้มาลำขึ้น
หลังจากดครงการปรับปรุงลานจอดที่สร้างลานจอดเพิ่มเติมสำหรับเครื่องบินขนาดใหญ่ได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อย ปัญหาใหญ่คือ การขยายตัวอาคารท่าอากศยานและที่จอดรถเพื่อให้ทันต่อกิจการการบินลพเรือน ตัวอาคารที่ทำการท่าอากาศยานใช้พื้นที่ประมาณ 80 ไร่ตั้งอยู่ทางมุมตะวันตกเฉียงเหนือของสนามบินดอนเมืองซึ่คับแคบยากที่จะขยายออกได้เพราะมีทางวิ่งทางตะวันออก และมีถนนหลวงสายสำคัญกับทางรถไฟ อยู่ทางทิศตะวันตก อย่างไรก็ตาม ยุคนั้นก็ได้ดำเนินการปรับปรุงระบบการขนส่งภายในตัวอาคารให้ได้ความจุมากขึ้น โดยการติดตั้งสายพานขนส่งกระเป๋าผู้โดยสารเพิ่มเติม รวมเป็นขาเข้า 4 ที่และขาออก 4 และติดตั้งสะพานเทียบเครื่องบินบริเวณหน้าอาคาร จำนวน 4สะพาน เพื่อให้การขนถ่ายผู้โดยสารทำได้รวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น สะพานขนถ่ายผู้โดยสารนี้จะใช้เฉพาะสำหรับเครื่องบิน DC-10 เท่านั้น แต่สำหรับ เครื่อง 747 สถานที่คับแคบไปที่จะทำได้ โครงการหลังนี้มาเสร็จเรียบร้อยในราวปี พ.ศ 2520

ปัจจุบันท่าอากาศยาน นานาชาติ กรุงเทพ ได้กลายเป็นศูนย์กลางการบินที่สำคัญแห่งนึงในย่านเอเชียแปซิฟิก มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรฐษกิจสุง มีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นจาก 8 ล้านคน ในปี พ.ศ 2528 เป็น 25 ล้านคนในปี พ.ศ 2539 ร้อยละ 74 เป็นผู้โดยสารระหว่างประเทศ ผลทำให้ต้องสร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ ในประเทศ อาคารคลังสินค้า เพื่มขึ้น ตลอดจนการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวก ที่จอดเครื่องบิน และระบบควบคุมจราจรภาคพื้นดิน อย่างไรก็ตาม ท่าอากาศยานดอนเมือง ได้ถึงจุดอื่มตัวอย่างสุดๆ ตั้งแต่ ปี พ.ศ 2544 ด้วยมีหลุมจอดเพียง 88 หลุม มีเครื่องขึ้นลงมากกว่าปีละ 200000ครั้ง มีอัตราการขึ้นลง ประมาณ 58 ลำต่อ ชม ( ตามสถิติ เมื่อวันที่ 19 กรกฏาคม 2515 เวลา 10.00-11.00มีเครื่องขึ้นลง 139ลำต่อ ชม)
ปี 2523-2531 ระยะเวลา 8ปี ในการก่อสร้างปรับปรุงท่าอากาศยานดอนเมือง รวมค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 5074 ล้านบาท ในสมัยนั้น โดยแบ่งงานเป็น 2 ส่วนคือ
1 . งานก่อสร้าง ทางวิ่ง ทางขับเส้นใหม่และสิ่งอำนวยความสะดวก
ทางวิ่งเส้นใหม่มีขนาดกว้าง 60 เมตร ยาว 3700 เมตร เป็นคอนกรีต หนา 450 มม. ที่ปลายทั้งสองข้างมี stop wayกว้าง 60เมตร ยาว 150 เมตรเป็นแอสฟัลติกคอนกรีต พร้อมทางขับเชื่อม 9 เส้น และทางขับเครื่องความเร็วสูง 3 เส้น รวมทั้งระบบไฟฟ้าสนาบิน และเครื่องช่วยเดินอากาศ (ILS ตามมาตรฐาน ICAO Category ll ) ซึ้งเสร็จและเปิดใช้เมื่อปี 2526

2 . งานก่อสร้างอาคารต่างๆ และสิ่งอำนวยความสะดวกมีดังนี้
- อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ พร้อมอาคารเทียบเครื่องบิน 3 หลังและสะพานเทียบเครื่องบิน 26 สะพานมีพื้นที่อาคารรวม 84600 ตารางเมตร รองรับผู้โดยสารขาออก ชั่วโมงคับคั่งได้ 4270 คน และสามารถรองรับผู้โดยสารขาเข้า ชั่วโมงคับคั่งได้ 3240 คน พื้นที่จอดรถใต้ดิน 630 คัน( เปิดใช้เมื่อปี 2530)
- อาคารผู้โดยสารภายในประเทศ มีพื้นที่รวม 8750 ตารางเมตร รองรับผู้โดยสาร ชั่วโมงคับคั่งได้ 530 คน(เปิดใช้งานในปี 2528 )
- อาคารคลังสินค้า ( เปิดใช้เมื่อปี 2528 )
- อาคารสถานีดับเพลิง 2 แห่ง ในเขต AIRSIDE และเขต LANDSIDE สามารถจอดรถดับเพลิงได้แห่งละ 10 คัน (เปิดใช้ในปี 2527)
- ลานจอดอากาศยาน พื้นที่ 565000 ตารางเมตร 52 หลุมจอดและปรับปรุงลานจอดเดิม 65000 ตารางเมตร (เปิดใช้งานในปี 2531)
- ระบบจ่ายน้ำมันเชื่อเพลิงทางท่อ 100 จุด คลังน้ำมัน สามารถเก้บได้ 251620 บาเรล (เปิดใช้ในปี 2531)
- อุปกรณ์อำนวยความสะดวก ระบบสื่อสาร ระบบไฟฟ้า ระบบประปาสามารถผลิตได้ 5000ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ระบบท่อระบายสิ่งโสโครก ถนนภานใยเขตท่าอาศยาน ระบบ บำบัดน้ำเสีย เพิ่มขึ้น 2000 ลุกบาศก้เมตรต่อวัน รั้ว ระบบ แสงสว่าง และสะพานลอยข้ามถนนวิภาวดี ลานจอดรถใหม่สามารถจอดได้ 2285 คัน (เปิดใช้ ในปี 2531 )




ภาพและผังสนามบินดอนเมืองในช่วงก่อนการปรับปรุงครั้งใหญ่

เนื่องจากการปรับปรุงขยายครั้งใหญ่นี้ ซึ่งใช้พื้นที่มาก ดังนั้นจึงเจรจาขอให้ ทอ ย้ายกองบัญชาการ ไปอยู่ฝั่งตะวันออก(ที่อยู่ปัจจุบัน) และพื้นที่ที่ทอทอย้ายไปก่อสร้างเป็นอาคารผุ้โดยสารระหว่างประเทศ ในประเทศ คลังสินค้า ดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน

การพัฒนาข้างต้นทำให้ท่าอากาศยานกรุงเทพมีประสิทธิภาพสูงขึ้นและมีมาตรฐานทัดเทียมกับท่าอากาศยานนานาชาติ อย่างไรก็ตาม ทอท ก็ยังเฝ้ามองการเจริญเติบโตของปริมาณการขนส่งทางอากาศซึ่งเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงปี 2530 ซึ่งประเทศไทยจัดให้เป็นปีการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ทอท จึงได้ทำการพัฒนาท่าอากาศยานกรุงเทพ ระยะ ที่ 2 ตามโครงการพัฒนาประสิทธิภาพการบริการที่ท่าอากาศยานกรุงเทพ โดยใช้วงเงินลงทุน 637 ล้านบาท ได้แก่การต่อความยาวทางวิ่งฝั่งตะวันออก(21L-03R) สำหรับเครื่องบินแบบพิสัยไกล ที่จะขึ้นลงโดยบรรทุกน้ำหนักเต็มอัตรา ขยายคลังสินค้า และติดตั้งสะพานเทียบเครื่องบินตำแหน่ง Y พร้อมทั้งพัฒนาอย่างต่อเนื่องในระยะ ที่ 3 โดยวงเงินลงทุน 739.82 ล้านบาท เพื่อขยายคลังสินค้าเพื่มอีก 6000 ตารางเมตรและขยายอาคารผุ้โดยสารในประเทศให้มีพื้นที่ 28000 ตารางเมตร อย่างไรก็ตามทราบกันดีว่าการเจริญเติบโตของปริมาณ การขนส่งทางอากาศเป็นไปอย่างรวดเร็ว และ ทอท ก็พร้อมที่จะพัฒนาท่าอากาศยานให้มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะรองรับ จึงได้เตรียมแผนเพื่อพัฒนาต่อใน ระยะที่ 4 มีโครงการต่างๆประกอบด้วย

1. โครงการขยายต่อเติมอาคารผู้ดดยสารระหว่างประเทศ และอาคารจอดรถ
- พื่นที่อาคารเพื่มขึ้นประมาณ 85000 ตารางเมตร
- พื้นที่จอดรถ 1300 คัน
- รองรับผู้โดยสารเข้าออกระหว่างประเทศใน ชั่วโมงคับคั่งไม่น้อยกว่า 5000 คน หรือ 25 ล้านคนต่อปี
2. โครงการขยายลานจอดให้สามารถจอดได้ 48 หลุมจอด
3. โครงการขยาย คลังสินค้าที่ 1 และที่2
- ขยายคลังสินค้าที่ 1 ให้รองรับได้เพื่มขึ้น 60000 ตันต่อปี
- ขยายคลังสินค้าที่ 2 ให้รองรับได้เพืมขึ้น 450000 ตันต่อปี
4. โครงการก่อสร้างอาคารตันแทนขอส่งสินค้าทางอากาศ
5. โครงการปรับปรุงลานจอดรถและระบบจราจรภายในท่าอากาศยาน
- พืนที่ลานจอดรถเพิ่มขึ้น 12000 ตารางเมตร
- จอดรถได้เพิ่มขึ้น 4000 คัน
6. โครงการก่อสร้างสถานีไฟฟ้าย่อย สามารถรองรับกำลังไฟฟ้าได้ 15000 KVA
ตลอดระยะเวลาเกือบ 20ปี ที่ ทอท เข้ารับผิดชอบในการบริหารท่าอากาศยานกรุงเทพ ทอท ได้ทำการพัฒนาท่าอากาศยานกรุงเทพให้มีขีดความสามารถเพียงพอในการรองรับอากาศยาน ผุ้โดยสาร และสินค้า แต่การเจริญเติบโตเป็นไปอย่างรวดเร็วประกอบกับพื่นที่ของท่าอากาศยานกรุงเทพแออัด รัฐบาลเล็งเห็นว่า หากท่าอากาศยานกรุงเทพ ไม่สามารถพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถได้มากกว่านี้ จะทำให้ความเป็นศูนย์กลางการบินของภุมิภาคเสียไป จึงมีนโยบายให้เร่งรัดการก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และการพัฒนาครั้งหลังสุดนี้นอกเหนือจาก การดำเนินงานของ ทอท แล้ว หน่วยงานที่ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ คือ กองทัพอากาศ ซึ่งได้มอบพื้นที่บางส่วนให้ ทอท ใช้ในการพัฒนา ครั้งนี้ด้วย


ผังสนามบินดอนเมืองในปัจจุบัน
เนื่องจาก ในปี 2544 ท่าอากาศยานดอนเมืองสามารถจอดเครื่องบิน 747-400 ณ หลุมจอดที่ใช้สะพานเทียบเครื่องบินได้เพียง 6 หลุมเท่านั้น นอกเหนือจากนั้นต้องจอด ณ หลุมจอดไกลจากตัวอาคาร ( Remote Parking) ทอท จึงต้องก่อสร้างอาคารเทียบเครื่องบินหมายเลข 5 (Pier 5) ระหว่างอาคารเทียบเครื่องบินหมายเลข 6 (Pier 6) และอาคารเทียบเครื่องบินหมายเลข 4 (Pier 4) พร้อมทั้งติดตั้งสะพานเทียบเครื่องบิน แบบ 2ช่องทางอีก 6 ชุด
ทั้งนี้ช่วงการก่อสร้างอาคารเทียบเครื่องบินหมายเลข 5 นี้จะมีงานก่อสร้างทางเดินเชื่อมภสยในอาคารระหว่างอาคาร เทียบเครื่องบิน 4 กับ 5 บริเวณพื้นที่ เหนือ Bus gate ของอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ อาคาร 2 เพื่ออำนวยความสะดวก ทอท จึงเตรียมการให้ผุ้รับเหมาสร้างทางเดินมีหลังคาขนานกับแนวตึก เพื่อให้ผู้โดยสารเดินไปขึ้นรถที่รับไปขึ้นเครื่องบิน และดัดแปลงประตูทางออกขึ้นเครื่อง 42 และ 48 ให้มีเป็น Bus gate ของอาคารผุ้โดยสารระหว่างประเทศ อาคาร 2 รวมทั้งเร่งงานก่อสร้างงานรากฐานของส่วนต่อขยายจากอาคารเทียบเครื่องบินหมายเลข 4 ไปเชื่อมกับอาคารเทียบเครื่องบินหมายเลข 5 เพื่อจะได้ส่งมอบพื้นที่บางส่วนบริเวณหน้า Bus gate คืนให้ ทอท ใช้ประโยชน์ต่อไป

ท่าอากาศยาน กรุงเทพเป็นท่าอากาศยานที่สำคัญมากในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากเป็นศูนย์กลางและเป็นจุดเชื่อมต่อของเส้นทางการบินพานิชย์ระหว่างประเทศของภูมิภาคนี้ได้อย่างเหมาะสม โดยพิจารณาได้จากขีดความสามารถของอาคารผู้โดยสาร อาคาร1 และอาคาร 2ซึ่งมีพื้นที่รวม 226000 ตารางเมตร สามารถรองรับผู้โดยสารไก้ถึง 25ล้านคนต่อปี และอาคารผู้โดยสารภายในประเทศมีพื้นที่รวม 4366 ตารางเมตร สามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึง 8.5 ล้านคนต่อปี สำหรับคลังสินค้านั้นมีพื้นที่รวมทั้งหมดประมาณ 106000ตารางเมตร ในปัจจุบันโดยมีขีดความสามารถในการรองรับสินค้าได้ถึง 1060000 เมตริตันต่อปี
ผู้โดยสารรวมของท่าอากาศยานกรุงเทพเพิ่มขึ้นจาก 5135490 คน ในปีงบประมาณ 2540มีอัตราการเพิ่มเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 9.75 ต่อปี ซึ่งเป้นอัตราการเพิ่มที่อยู่ในระดับดี โดยเฉพาะช่วงปีงบประมาณ 2530-2530 ผลการดำเนินงานให้บริการในด้านผู้โดยสารอยู่ในระดับดีมาก โดยมีอัตราเฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 19.36 ต่อปี ทั้งนี้เนื่องมาจากปี 2530 รัฐบาลได้ประกาศให้เป็นปีการท่องเที่ยวไทยประกอบกับปี 2531 เป็นปีที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวสูงสุดในรอบ 30 ปีของการพัฒนา คือการขยายตัวร้อยละ 13.3 ได้ส่งผลให้ปริมาณผุ้โดยสารเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 17.40 20.62 และ 20.25 ในปีงบประมาณ 2530 2531 และ 2532 ตามลำดับ สำหรับสัดส่วนจำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศและในประเทศคิดเป็นร้อยละ 78.32 ของจำนวนผู้โดยสารทั้งหมดในช่วงเวลาดังกล่าวอย่างไรก็ดีการเกิดสงครามอ่าวเปอร์เซียได้ทำให้จำนวนผู้โดยสารลดลงในปีงบประมาณ 2534 ถึงร้อยละ 2.38
สำหรับสถิติในช่วงปีงบประมาณ 2522-2540 ของผลการดำเนินงานให้บริการทางอากาศในด้านการขึ้น ลง ของอากาศยานนั้นพบว่าในปีงบประมาณ 2522 มีเที่ยวบินรวม 51518 เที่ยวบิน และเพิ่มขึ้นเป็น 167198 เที่ยบินในปีงบประมาณ 2540 หรือคิดเป็นอัตราการเพิ่มเฉลี่ย ร้อยละ6.92 ต่อปี หากพิจารณาด้านสัดส่วนจำนวนเที่ยวบินระหว่างประเทศและภายในประเทศพบว่าเที่ยวบินระหว่างประเทศมีสัดส่วนคิดเป็นร้อยละ 69.16 ขงเที่ยวบินทั้งหมด
นอกจากนั้นเป็นที่สังเกตได้ว่าในช่วงปีงบประมาณ 2531-2533 ซึ่งเศรษฐกิจมีอัตราการเติบโตสุง และอัตราการขยายตัวของผู้โดยสารสูง ได้ส่งผลให้การดำเนินงานด้านการขึ้นลงของเครื่องบินอยู่ในระดับสูงตามไปด้วย โดยมีอัตราการเติบโตของจำนวนเที่ยวบินที่เพิ่มสูงร้อยละ 16.03 13.75 และ 20.93 ตามลำดับในช่วงเวลาดังกล่าว
อย่างไรก้ตามในระยะต่อมากการขยายตัวทางเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง การนำอากาศยานขนาดใหญ่มาใช้ และการเกิดสงครามอ่าวเปอร์เชียระหว่างเดือนสิงหาคม 2533-กุมภาพันธ์2534 ส่งผลให้ปริมาณการขึ้นลงของอากาศยานลดลง สำหรับจำนวนสายการบิน ณ ท่าอากาศยานกรุงเทพในระยะเวลา 11 ปีที่ผ่านมา (2530-2540) มีจำนวนสายการบินเพิ่มขึ้นทั้งสิ้น 31 สายการบิน นับตั้งแต่ปี 2530 ซึ่งมีเพียง 46 สายการบิน จนกระทั่งปี 2540 ซึ่งมี 81 สายการบิน หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละประมาณ 3 สายการบินโดยเป็นที่น่าสังเกตว่าในปี 2531-2532 มีสายการบินเพิ่มขึ้นถึง 8 สายการบินซึ่งนับเป็นการเพิ่มขึ้นสูงสุดในระยะเวลา 11 ปี โดยสายการบินส่วนใหญ่มาจากทวีปต่างๆในโลก

ผลการดำเนินงานให้บริการการขนถ่ายสินค้าทางอากาศ (ไม่รวมสินค้าผ่าน) จากสถิติ ปีงบประมาณ 2522-2540 มีการขยายตัวเพิ่มจาก 87964 เมตริกตัน ในปีงบประมาณ 2522 เป็น 753754 เมตริกตัน ในปีงบประมาณ 2540 หรือคิดเป็นร้อยละ 13.70 ต่อปี โดยการเติบโตของการให้บริการดำเนินงานคลังสินค้าในช่วงแรกไม่ค่อยดีนัก เนื่องจากพื้นที่คลังสินค้าไม่เพียงพอ ทำให้ ทอท ได้ดำเนินการขยายปรับปรุงการให้บริการด้านคลังสินค้ามาโดยตอลด ในปัจจุบัน ทอท มี คลังสินค้า ณ ท่าอากาศยานกรุงเทพ จำนวน 4 คลัง โดยมีพื้นที่รองรับสินค้าได้รวมถึง 106000 ตารางเมตร สามารถรองรับสินค้าได้รวมถึง 1060000 เมตริกตัน ต่อปีซึ่งการขยายปรับปรุง คลังสินค้าของท่าอากาศยานกรุงเทพอย่างต่อเนื่องทำให้การบริการด้านการขนถ่ายสินค้ามีอัตราการขยายตัวที่ดีขึ้น ยกเว้นเพียงปีงบประมาณ 2534 ที่การขนถ่ายสินค้ามีอัตราการเพิ่มขึ้นน้อยมาก เพียงร้อยละ 3.09 ซึ่งเป็นผลมาจากการเกิดสงครามอ่าเปอรืเชีย และปีงบประมาณ 2539 ที่การขนถ่ายสินค้ามีอัตราการเพิ่มขึ้นเพียง ร้อยละ 5.18 ซึ่งเป็นผลมาจากการส่งสินค้าออกของประเทศอยู่ในภาวะ ชะลอตัวลง

ตลอดระยะเวลา 92 ปี ของสนามบินดอนเมืองก็นำมาซึ่งชื่อเสียงเศษรฐกิจ รายได้ ของประเทศไทย ขอขอบคุณ บริษัท การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ที่คอยดูแล สนามบินดอนเมือง ให้เจริญเติบโต ควบคู่ไปกับเศรษบกิจของไทย และประเทศไทย


ข้อมูลได้คัดลอกจาก www.hflight.net จัดทำและเรียบเรียงโดย คุณ C h A i N a R a I
จึงขอขอบคุณ สำหรับผู้จัดทำมา ณ.ที่นี้ด้วย
และขออภัยที่ไม่ได้ขออนุญาติ ในการนำมาเผยแพร่
_________________
Back to top
View user's profile Send private message Send e-mail Yahoo Messenger MSN Messenger
windisel
First Flight Officer
First Flight Officer


Joined: Jun 15, 2006
Posts: 97
Location: 18 ํ 16' 16.27" N , 99 ํ 30' 16.98" E

PostPosted: Fri Aug 18, 2006 11:59 am    Post subject: Reply with quote

__ขอเพิ่มเกร็ดอีกนิดนึงนะครับอ่านมาแล้วชอบจึงขออนุญาตนำมาเผยแพร่ครับ "เมื่อมีเครื่องบินเจ๊ตขึ้นใช้ใหม่ๆ หนังสือพิมพ์เรียกกันว่า เครื่องบินไอพ่น ทางราชการไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับคำนี้ คณะกรรมการบัญญัติศัพ์จึงกำหนดให้ใช้ทับศัพท์คำว่า เจ๊ต แต่ปากตลาดคงเรียกไอพ่นอยู่เช่นเดิม มาถึงตอนบริษัทโบอิ้งสร้างเครื่องบินขนาดใหญ่(โบอิ้ง747) ชาวอเมริกันให้สมญญานามว่า จัมโบ้เจ๊ต (จัมโบ้ที่แปลว่าช้างนั่นแหละ) นักวิชาการไม่กล้าใช้คำตลาด จำเป็นต้องใช้ศัพท์ทางราชการ จึงแปลคำว่า JUMBO JET เป็นภาษาไทยว่า "ช้างเจ๊ต"
__ท่านผู้ใหญ่หลายคนคงฟังขัดหู เพราะมันคล้ายวลีที่เขาด่ากันแถวตลาดท่าเตียน จึงต้องยอมรับคำว่า ไอพ่น มาใช้เป็นศัพท์ทางราชการ " อีกนิด "ท่านผู้บัญชาการทหารอากาศคนแรก คือ นาวาอากาศเอกพระเวชยันตรังสฤษฏ์ (ผู้ออกแบบและอำนวยสร้างเครื่องบินบริพัตร) ขณะนั้นมีอายุเพียง 44 ปีเท่านั้นเองครับ
ผู้เขียน ริน' .กว่าจะมีปีกมีหาง. ต่วยตูน ปีที่ 22 เล่มที่ 6 .

ผมว่าเรียกเครื่องบินไอพ่น ก็ดีนะครับถ้าใช้เจ๊ตอยู่คงจะลำบาก นักบินก็เรียกเป็นนักบินเจ๊ต เดี๋ยวมีพวกชอบต่อท้ายมาว่าเป็นนักบินที่ชอบย่อง มันจะยุ่งนา (จะผ่านเซ็นเซอร์มั้ยเนี่ย ผิดคอนเซปการเมืองไม่ยุ่ง การมุ้งไม่เกี่ยว)
_________________
รถหลวง บ้านหลวงคืนได้ แต่ เมียหลวงคืนไม่ได้ , ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช สยามรัฐรายวัน 21 ธค.2535
Back to top
View user's profile Send private message Send e-mail MSN Messenger
Display posts from previous:   
Post new topic   Reply to topic    Thai Flight Simulator Forum Index -> TFS Lounge All times are GMT + 7 Hours
Page 1 of 1
Share |

 
Jump to:  
You cannot post new topics in this forum
You cannot reply to topics in this forum
You cannot edit your posts in this forum
You cannot delete your posts in this forum
You cannot vote in polls in this forum

Powered by phpBB © 2001, 2005 phpBB Group


Forums ©